Short Story: New Year’s Eve

ผมนอนมองความว่างเปล่าของเพดานมาร่วมชั่วโมงแล้ว ก่อนหน้านั้นก็นั่งสไลด์มือถือไปมา หวังว่าจะมีใครสักคนทักมาบ้าง

เสียงจากเพื่อนบ้านดังอึกทึก จะไม่ให้ดังแบบนี้ได้ไง ก็มันวันสิ้นปีนี่หน่า ใครๆก็อยากฉลองปีใหม่ที่จะมาถึงในไม่อีกกี่ชั่วโมงกันทั้งนั้น ส่วนผมน่ะหรอ? นอนเปื่อยอยู่บนเตียงนี่ไง…

จริงๆการนอนนิ่งๆมองเพดานในวันสิ้นปีแบบนี้ก็ไม่เห็นแปลกนะ ถ้าเราไม่มองว่ามันคือวันพิเศษน่ะ

 

ผมนอนเหม่อมองเพดานสีขาวสลับกับไฟประดับต้นคริสต์มาสที่อุตส่าห์หามาสร้างบรรยากาศให้กับตัวเอง ปล่อยให้เพลงที่เปิดแต่ไม่ได้ตั้งใจจะฟังไหลผ่านโสตประสาท พลางนึกถึงว่า ในปีที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้างนะ?

ผมหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง เปิดแอพพลิเคชั่นไดอารี่แล้วก็ลองสไลด์ดูว่าทำอะไรไปบ้างในปีที่ผ่านมา หลายๆเหตุการณ์ก็ลืมไปแล้วว่าเคยเกิดขึ้น หลายๆอย่างก็เสียดายที่ทำอะไรพลาดไป หลายๆความคิดก็ชวนขำว่าทำไมตอนนั้นถึงคิดแบบนั้นนะ จนมาถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้ว…

วันที่ผมโดนใครคนหนึ่งลากออกจากห้องแคบๆห้องนี้ ออกจากพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัย ออกไปพบผู้คนมากมายเบียดเสียดยัดเยียด …แต่กลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาดที่มีใครสักคนอยู่ตรงนั้นกับเรา

พอหันกับมามองตัวเองตอนนี้ เห้อ… อยู่ในที่ที่รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย แต่กลับรู้สึกว่างๆ โหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

เราเปลี่ยนไปขนาดไหนนะ? อยู่ๆก็นึกถามตัวเองขึ้นมา

ผมเดินไปหยิบเบียร์กระป๋องที่สองของคืนนี้ เปิดและดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ก่อนจะมานั่งนึกถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้ว ปีก่อนหน้านั้น และปีก่อนๆไปอีก

บางปีเราปาร์ตี้จนเมามาย บางปีนั่งแชทผ่านคอมกับใครหลายๆคน บางปีก็ออกไปรอแสงแรกของปีใหม่ แล้วสุดท้ายก็วนกลับมามองตัวเองตอนนี้ เฮ้อ… ถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่แล้วนะ?

สุดท้ายก็มานั่งสไลด์มือถือเพื่อหาคนคุยด้วย แต่เวลาแบบนี้ ใครเขาจะว่างมาคุยกับเรากันนะ?

“แม่ไปทำบุญป่าววว” สุดท้ายก็เป็นคนนี้แหละที่พร้อมคุยกับเราตลอดเวลา

“ไปจ้า เราก็อย่าลืมแวะไปทำบ้างนะ” แม่ตอบกลับมาพร้อมกับสติ้กเกอร์น่ารัก

“ขี้เกียจตื่นอ่า แถวนี้ไม่มีวัดด้วย แม่ทำเผื่อหน่อยจิ อนุโมทนาสาธุแล้วเนี่ย”

“จะทำเผื่อนะจ้ะ” อ่า กำลังใจ กำลังบุญไหลมาเต็มแชทเลยครับ

“แม่ไปทำบุญแล้วนะ ถ้าหนูว่างๆก็สวดมนต์ก็ได้นะ”

“คร้าบบบบ” บทสนทนาสั้นๆแต่เปี่ยมกำลังใจจากคนอีกฟากของโลกจบลงแค่นั้น ผมสไลด์หน้าจอไปมาสองสามรอบ ก่อนจะดูนาฬิกา… จะเที่ยงคืนแล้วแฮะ

 

สุดท้ายผมก็ออกมานอกบ้าน นั่งลงบนเก้าอี้ที่มีหิมะเกาะอยู่นิดหน่อย ก่อนจะจุดบุหรี่สูบรอดูพลุของคนข้างบ้านที่จุดทุกปี ผมสูดควันสีขาวพร้อมอากาศที่เย็นเฉียบเข้าเต็มปอดก่อนจะพ่นออกมา เฮ้อ… ไม่แน่ใจว่ากำลังถอนหายใจอยู่หรือเปล่า

“ถอนหายใจ รอบที่ 23 ของวัน ถ้านายนับว่าเมื่อกี้นี้คือการถอนหายใจน่ะนะ”ผมสะดุ้งกับเสียงที่คุ้นเคย ชายหนุ่มเดินอ้อมมาจากด้านหลังของเก้าอี้ก่อนจะนั่งลงข้างๆผม

“อะ เอ็ท นายมาทำอะไรแถวนี้”ผมถาม ทำตัวไม่ถูกที่เขามาโผล่แถวบ้านผม

เอ็ทชายหนุ่มปริศนาที่ชอบปรากฎตัวขึ้นมาแบบผมไม่ทันได้ระวังตัว ผมเคยถามเรื่องราวต่างๆของเขา สุดท้ายก็รู้แค่ว่าอายุเท่ากัน และให้ผมเรียกเขาว่า เอ็ท ที่มาจาก อีเธอร์

“เพราะนายต้องการฉันไง”เขากล่าวเรียบๆ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก่อนที่จะถามกลับว่า“แล้วเป็นไงบ้าง หืมม”

ผมได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา ทุกครั้งที่ผมรู้สึกแย่ๆ เขามักจะปรากฎตัวขึ้นมา พูดคุยกัน ทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจอีกครั้ง ในขณะที่ผมแทบไม่รู้เรื่องราวของเขาเลย

“ก็แย่”ผมตอบเขาสั้นๆ รู้สึกได้ว่าน้ำตาเริ่มจะเอ่อขึ้นมา

เขาแย่งบุหรี่ไปจากมือผม ก่อนจะสูบมันจนหมด ความเงียบปกคลุมเราสองคน เหลือเพียงเสียงจากเพื่อนบ้านที่ยังคงดังสนุกสนาน

เอ็ทปล่อยให้ผมร้องไห้อยู่อย่างนั้นสักพักก่อนจะตบบ่าผมเบาๆ

“ก้มหน้าแบบนี้แล้วจะเห็นพลุได้ยังไงหืมม”เขาพูดเรียบๆพลางดึงผมให้เงยหน้าขึ้นมา

ตู้มมม พอดีกับเวลาที่พลุลูกแรกเริ่มตกแต่งท้องฟ้า เลยเวลาเที่ยงคืนแล้วสินะ ปีใหม่แล้วสินะ…

เรามองดูพลุลูกแล้วลูกเล่า แต่งแต้มท้องฟ้าด้วยสีสันนานา แต่งแต้มคืนที่เงียบเหงาด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม ทุกคนดูเหมือนจะพยายามยิงให้พลุของตัวเองไปไกลจนถึงดวงจันทร์ เรานั่งอยู่อย่างนั้นแม้กระทั่งพลุจะหมดแล้ว ท้องฟ้าของปีใหม่ถูกแต่งแต้มด้วยดวงดาวนับล้าน ผมจ้องมอง เลื่อนลอย…

“นายชอบกลางคืนไหม?”เขาถามทำลายความเงียบระหว่างเรา

“เคยชอบ”

“แต่ฉันชอบนะ… ชอบแม้ว่านายจะไม่ชอบมันแล้วก็ตาม”

“ผมควรจะถามใช่ไหมว่า ทำไมล่ะ?”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”เขาหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะเอ่ยต่อ “เพราะกลางคืนไม่ร้อนเหมือนตอนกลางวันไง ไม่มีดวงอาทิตย์ฉายแสงแรงกล้า แรงจนเราไม่สามารถมองตรงๆได้ เหมือนปิดบังอะไรสักอย่างเอาไว้ ตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ ที่แม้จะเป็นแค่แสงสะท้อน แต่นั่นก็งดงาม นุ่มนวล ไร้ซึ่งการปกปิด”

“นายมันเพ้อเจ้อ”เขาไม่ตอบหรือขัดแย้ง แต่กลับจุดบุหรี่ขึ้นสูบ แสงไฟสว่างวาบ แต่ผมกลับมองเห็นเขาไม่ถนัดนัก… เราจ้องมองดวงจันทร์กลมโตที่เขาเพิ่งกล่าวถึง ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมเราอีกครั้ง

ท่ามกลางความเงียบเขาค่อยๆยื่นหน้ามาใกล้ผม ก่อนจะกระซิบเบาๆว่า “I claim you…”

 

เราเข้ามาดื่มเบียร์ด้านในบ้านต่อ ภายในบ้านอุ่นกว่าด้านนอกด้วยระบบทำความร้อนที่ถูกติดตั้งไว้ใต้พื้น เรานั่งดื่มกันหน้าเครื่องเสียงของคุณลุง เพลงที่เอ็ทเป็นคนเลือกค่อยๆกล่อมผม

“ข้อดีของกลางคืนอีกข้อ”เอ็ทพูดขึ้นเพื่อดึงสติผมที่กำลังเหม่อมองถนนดินที่ไร้แสง

“ข้อดี?”

“ใช่ ข้อดีของกลางคืนอีกข้อคือความเงียบ เงียบจนบางทีนายจะได้ยินเสียงของตัวเอง เสียงที่ชัดกว่าทุกๆเสียง”เขาใช้มือจับบริเวณหัวใจของผม “ไหนเล่าซิ เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรไป…”

ผมเริ่มเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง ทุกอย่างที่ไม่สบายใจ เล่าไปซดเบียร์ไป เอ็ทนั่งฟังผมเงียบๆ เขาไม่เคยขัดผมเวลาผมระบายความทุกข์ให้เขาฟัง ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ยกเบียร์ของเขาขึ้นประกบที่ปาก นานๆก็จะสูบบุหรี่ของเขา

ผมนั่งพูดอยู่นาน จนรู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างถูกชายปริศนาแบ่งเบาไปจนหมด เขาหันมามองคล้ายกับถามว่าผมเล่าจบแล้วหรือยัง เมื่อผมไม่ตอบเขาก็ลุกขึ้นยืน ผมคว้าข้อมือของเขาไว้ก่อนที่เขาจะเดินผ่านไป

“คืนนี้ค้างที่นี่ได้ไหม” น่าอายชะมัด ผมพูดอะไรออกไปนะ

“ขอเอาขวดเบียร์ไปเก็บก่อนได้ไหมล่ะ…” ผมรีบปล่อยมือของเขาทันที ก่อนจะลุกเอาของตัวเองไปเก็บเช่นกัน

 

“ไปไหนมาหรอ?”ผมถามเมื่อเอ็ทเดินเข้ามาในห้องนอน

“แปรงฟัน”

“ปิดไฟด้วยย เปิดไฟแล้วนอนไม่หลับ”

ไฟดวงหลักในห้องดับลง เหลือเพียงไฟจากใต้เตียงที่เปิดไว้ส่องทาง สักพักผมถึงรู้สึกได้ว่าพื้นที่ของเตียงด้านข้างตัวยุบลง

“อีกข้อหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบเวลากลางคืน”

“เยอะเนอะ”

“ข้อสุดท้ายแล้ว ข้อนั้นคือความมืดไง ความมืดที่อยู่รอบตัวในเวลากลางคืนทำให้ฉันรู้สึกว่าเรากำลังถูกโอบกอดอยู่ การโอบกอดที่ทำให้เราค่อยๆเร้นกายหายไปกับมัน”

ผมหันหน้าไปมองทางด้านที่เอ็ทนอนอยู่ ไม่รู้ว่าเพราะความมืด ความง่วง หรืออาการมึนหัวจากเบียร์ ผมมองเห็นหน้าของเพื่อนผู้นี้ไม่ชัดเจนนัก การโอบกอดจากความมืด การโอบกอดที่ทำให้ผมค่อยๆเร้นกายไปกับเขา การโอบกอดที่ทำให้ผมกล้าร้องไห้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาได้ยิน…

 

 

ผมตื่นขึ้นมาเพราะแสงอาทิตย์แรกของปีที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เหลือเพียงผมคนเดียวที่นอนอยู่บนเตียง เอ็ทมักจะหายตัวไปอย่างลึกลับเสมอ ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะเดินไปล้างหน้า

‘เจอกันทีไร นายก็เศร้าทุกที หวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีกนะ’ เอ็ททิ้งกระดาษโพสอิทแปะไว้ที่กระจกในห้องน้ำ ผมยังคงรู้สึกแปลกๆกับคำว่า ‘หวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีกนะ’

คุณลุงกับคุณป้ายังคงไม่กลับมาจากทริปของพวกท่าน ผมอุ่นขนมปัง หยิบของกินนิดหน่อยออกไปนั่งกินที่โต๊ะในสวน หิมะที่ปกคลุมสนามหญ้าอยู่เริ่มเบาบางลง ดอกสโนว์ดรอปแทรกตัวขึ้นมาระหว่างหิมะแล้ว ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นสินะ…

 

First-snowdrops-flowers

Image credits

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s